สารใน โลชั่นผิวขาว ตัวไหนเสี่ยงตัวไหนเวิร์ค

สารใน โลชั่นผิวขาว ตัวไหนเสี่ยงตัวไหนเวิร์ค
สารใน โลชั่นผิวขาว ตัวไหนเสี่ยงตัวไหนเวิร์ค
โลชั่นหรือครีมหน้าขาวทั่วไป รู้หรือไม่ ? เขาใส่อะไรให้เราใช้บ้าง เร่งขาวจริงหรือ ?

สารในครีมหน้าขาว ตัวไหนใช้แล้วดี ตัวไหนใช้แล้วดับ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก...
- สารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเมลานิน พบได้เป็นส่วนใหญ่ในครีมขาวและมีหลายชนิดมาก โดยจะมีทั้งสารปลอดภัยและไม่ปลอดภัย ได้แก่ อาร์บูติน (Arbutin), กรดโคจิก (Kojic Acid), ลิโคไลซ์ (Licorice Extract), สารสกัดมะหาด (Lakoocha Extract), วิตามินซี (Vitamin C), วิตามินอี (Vitamin E), สารสกัดจากถั่วเหลือง (Soybean Extract), สารในกลุ่มอนุพันธ์รีซอซินอล (Resorcinol) ฯลฯ
- สารที่มีฤทธิ์ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ได้แก่ กรดเรติโนอิก (Retinoic acid), เอเอชเอ (AHA), บีเอชเอ (BHA) ส่วนใหญ่จะเป็นสารอันตรายและต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะใช้แล้วจะทำให้ผิวบาง เกิดฝ้า กระได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
- สารอื่น ๆ ที่อาจพบได้ในครีมผิวขาว ซึ่งเราจะไม่ได้พูดถึงในบทความนี้ เพราะไม่ได้ทำให้ผิวขาวใสขึ้นโดยตรง ได้แก่ สารที่ช่วยป้องกันไม่ทำให้ผิวเกิดการเพิ่มปริมาณของเม็ดสีหรือสารที่ช่วยปกป้องแสงแดด (เช่น Titanium dioxide, Zinc oxide), สารที่ช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ (เช่น Co-enzyme Q10), สารที่ช่วยลดการอักเสบหรือระคายเคืองผิวหนัง (เช่น ว่านหางจระเข้ สารสกัดจากใบบัวบก), สารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว (เช่น Hyaluronic acid) เป็นต้น

สารในครีมหน้าขาว เสี่ยงหน้าพัง (คลิกอ่านต่อ...)
- ปรอท(Mercury) เป็นสารอันตรายห้ามใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารสุข โดยเป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ทำให้มีการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ลดลง จึงช่วยให้สีผิวขาวขึ้น มีผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยคือ ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดฝ้าถาวร และหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดพิษสะสมในผิวหนังและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดจนทำให้ตับและไตอักเสบ เกิดโรคโลหิตจาง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
- ไฮโดรควิโนน(Hydroquinone) มักถูกนำมาใช้เป็นยาทารักษาฝ้า กระ และจุดด่างดำ เพราะมีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการทางเคมีของเซลล์สร้างเม็ดสี (Melanocyte) โดยไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่ทำหน้าที่ในการสร้างเม็ดสี เมื่อปริมาณเม็ดสีลดลง จึงส่งผลให้ผิวขาวขึ้น ส่วนผลข้างเคียงที่มักพบได้คือ อาการแสบร้อน ตุ่มแดง เกิดภาวะผิวคล้ำมากขึ้นในบริเวณที่ทา และหากใช้อย่างต่อเนื่องก็อาจทำให้เกิดฝ้าภาวะและเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังได้ ในการใช้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์
- สเตียรอยด์(Steroid) เป็นสารที่มักใช้เป็นสูตรผสมกับสารตัวอื่น เช่น ไฮโดรควิโนน หรือเรตินอยด์ในการรักษาฝ้า กระ และจุดด่างดำ โดยจะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารเคมีสื่อกลาง (Mediators) เช่น โพรสตาแกรนดิน (Prostaglandin) และลิวโคไตรอีน (Leukotriene) ที่ใช้ในการการสร้างเม็ดสี จึงทำให้ปริมาณเม็ดสีลดลงส่งผลให้ผิวขาวขึ้น การใช้ครีมที่ (แอบ) มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ในความเข้มข้นสูง ใช้ผิดวิธี หรือใช้เป็นเวลานานก็อาจก่อให้เกิดผดผื่น ผิวหน้าบาง เห็นเส้นเลือดแดงตามใบหน้าชัดขึ้น และทำให้มลภาวะสารพิษจากภายนอกเข้าสู่ผิวหนังชั้นแท้ได้ง่ายขึ้น ในการใช้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์เช่นกัน
- กรดเรติโนอิก(Retinoic acid) มีผลรบกวนกระบวนการสร้างเม็ดสี โดยมีกลไกการออกฤทธิ์คือกระตุ้นการแบ่งเซลล์และเร่งการผลัดเซลล์ของผิวในชั้นอิพิทีเรียล/เยื่อบุผิว (Epitherial) ลดการเคลื่อนย้ายเม็ดสีมาที่เซลล์ผิวหนังและยั้บยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี การใช้ครีมหรือยาทาที่มีส่วนผสมของสารนี้อย่างไม่ถูกวิธีหรือไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ก็อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนัง ผิวหน้าลอก อักเสบ แพ้แสงแดดได้ง่าย หรือเกิดภาวะผิวด่างขาวหรือผิวคล้ำได้
- เอเอชเอ(AHA) หรือกรดผลไม้ เป็นสารที่สกัดจากผลไม้หลายอย่าง เช่น อ้อย องุ่น แอปเปิ้ล มะนาว นมเปรี้ยว แต่ที่นิยมใช้กันคือ Glycolic acid (สกัดจากอ้อย) และ Lactic acid (สกัดจากนมเปรี้ยว) ทางการแพทย์ให้การยอมรับว่าสามารถใช้ผลัดเซลส์ผิวให้ดูกระจ่างใสได้ เพราะทาแล้วทำให้เซลล์ขี้ไคลหลุดออกจากกันได้ง่ายโดยไม่ต้องออกแรงขัด ในการใช้จะเหมาะกับคนผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย หรือผิวที่ถูกแดดทำร้าย แต่การใช้ก็ต้องระวังในเรื่องของความเข้มข้นและระยะเวลาที่ทาเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้เกิดอาการแสบแดงร้อนบริเวณที่ทา เกิดการระคายเคืองผิว ผิวแห้ง เกิดผื่นคัน และผิวไวต่อแสงแดดซึ่งจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการมะเร็งผิวหนังได้ (ความเข้มข้นที่มากกว่า 8% ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ส่วนความเข้มข้นที่ต้องใช้โดยแพทย์ผิวหนังคือ 30-70%)
- บีเอชเอ(BHA) เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา ไม่เสื่อมง่ายเหมือน AHA สารในตระกูลบีเอชเอที่รู้จักกันดีคือ กรดซาลิไซลิก (Salicylic acid) ซึ่งจะมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคลผลัดตัวได้เร็วขึ้นดีกว่า AHA เหมาะใช้กับคนผิวมันหรือคนที่มีรูขุมขนกว้าง มีผลข้างเคียงที่อาจพบได้ คือ เกิดการระเคืองต่อผิวหนังหรือก่อให้เกิดการแพ้ เกิดภาวะผิวแห้ง และหากใช้เป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบการทำงานภายในร่างกายได้ เช่น คลื่นไส้ ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
สารในครีมหน้าขาวที่ใช้แล้วปลอดภัย (คลิกอ่านต่อ…) (ภาพประกอบ)
มาถึงสารในครีมหน้าขาวที่เราสามารถใช้กันได้อย่างปลอดภัยหายห่วงกันบ้าง ซึ่งในส่วนนี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะสารไวท์เทนนิ่งในครีมหน้าขาวที่เราคุ้นเคยและเป็นที่นิยมในท้องตลาดเท่านั้น ซึ่งจะมีดังนี้ครับ
- วิตามินซี(Vitamin C) เป็นสารที่ได้จากผลไม้ตระกูลส้มที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ออกฤทธิ์ไปรบกวน DHICA Oxidation ทำให้เม็ดสีเมลานินในผิวไม่เพิ่มขึ้น จึงช่วยให้ผิวดูสว่างใสขึ้น แต่ในเรื่องของความขาว วิตามินซีดูจะไม่โดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ก็มีจุดเด่นตรงที่มันสามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและทำให้ริ้วรอยดูจางลงได้
- อาร์บูติน(Arbutin) ซึ่งจะมีทั้งแบบสังเคราะห์ (Alpha Arbutin) และแบบที่ได้จากธรรมชาติ (Beta Arbutin) เช่น บลูเบอร์รี, แครนเบอร์รี เป็นสารไวท์เทนนิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเรื่องความขาวใส ลดฝ้า กระ และรอยดำคล้ำ ตัวนี้เคยถูกยกให้เป็นที่ 1 เมื่อเทียบกับสารไวท์เทนนิ่งตัวอื่น ๆ ครับ แต่กว่าจะเห็นผลชัดเจนก็ต้องใช้เวลานานประมาณ 3 เดือนขึ้นไป และถ้าใช้ในปริมาณมากเกินไปก็อาจเกิดผลกระทบในระยะยาวได้ครับ
- กรดโคจิก(Kojic Acid) เป็นสารที่ได้จากกระบวนการหมักข้าวมอลต์ ช่วยลดเม็ดสีในชั้นผิวด้วยการยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสีโดยไม่ทำให้ผิวบางและไวต่อแสงแดด ผิวจึงดูขาวใสขึ้น จากการทดสอบในอาสาสมัครก็พบว่าให้ผลดีพอ ๆ กับอาร์บูติน (แต่อาร์บูตินจะให้ผลดีกว่าเล็กน้อย)
- ลิโคไลซ์(Licorice Extract) หรือสารสกัดจากรากชะเอมเทศ ซึ่งจะมีสารกลาบริดิน (Glabridin) เป็นตัวยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน จึงช่วยปรับผิวให้ขาวใสได้ ซึ่งตัวนี้ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน เพราะนอกจากจะช่วยยับยังการสร้างเม็ดสีได้แล้ว ลิโคไลซ์ยังช่วยลดการอักเสบของผิวหนังและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยของผิวได้ด้วย แต่ในเรื่องของความใสแล้วก็ยังคงเป็นรองอาร์บูติน
- สารสกัดมะหาด(Lakoocha Extract) เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์เอนไซม์ไทโรซิเนส สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้เมื่อใช้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับกรดโคจิก แต่การใช้ครีมที่มีสารสกัดมะหาดจะต้องพิจารณาถึงความเข้มข้น (ควรมีความเข้มข้นอย่างน้อย 1% นน./ปริมาตร) และรูปแบบของผลิตภัณฑ์ด้วย (ควรเป็นเครื่องสำอางโลชั่นชนิดไขมันในน้ำ (Oil-in-water emulsion))
- วิตามินอี(Vitamin E) เป็นสารสกัดที่ได้จากกลุ่มถั่ว ผัก และน้ำมันพืช มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสีและช่วยเพิ่มสารกลูตาไธโอน แต่ประสิทธิภาพในเรื่องความขาวใสก็ยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับตัวอื่น ๆ แต่วิตามินอีจะโดดเด่นในเรื่องของการลดริ้วรอยและรอยแผลเป็นต่าง ๆ มากกว่า
- สารสกัดจากถั่วเหลือง(Soybean Extract) มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสีเช่นกัน แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากเมื่อเทียบกับตัวที่กล่าวมา แต่จะมีข้อดีเพิ่มเติมตรงที่มันช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มความชุ่มชื้นใต้ผิวได้นั่นเอง
- สารในกลุ่มรีอนุพันธุ์รีซอซินอล(Resorcinol) สารในกลุ่มนี้มีทั้ง PhE-Resorcinol, B-Resorcinol และ THIAMIDOL™ ซึ่งเป็นสารล่าสุดในกลุ่มนี้ โดยมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่เป็นตัวกระตุ้นสร้างเม็ดสีเมลานินสีเข้ม

สารในครีมหน้าขาว ปลอดภัยหายห่วง (คลิกอ่านต่อ...)
- วิตามินซี(Vitamin C) เป็นสารที่ได้จากผลไม้ตระกูลส้มที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ออกฤทธิ์ไปรบกวน DHICA Oxidation ทำให้เม็ดสีเมลานินในผิวไม่เพิ่มขึ้น จึงช่วยให้ผิวดูสว่างใสขึ้น แต่ในเรื่องของความขาว วิตามินซีดูจะไม่โดดเด่นเท่าไหร่นัก แต่ก็มีจุดเด่นตรงที่มันสามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและทำให้ริ้วรอยดูจางลงได้
- อาร์บูติน(Arbutin) ซึ่งจะมีทั้งแบบสังเคราะห์ (Alpha Arbutin) และแบบที่ได้จากธรรมชาติ (Beta Arbutin) เช่น บลูเบอร์รี, แครนเบอร์รี เป็นสารไวท์เทนนิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะเรื่องความขาวใส ลดฝ้า กระ และรอยดำคล้ำ ตัวนี้เคยถูกยกให้เป็นที่ 1 เมื่อเทียบกับสารไวท์เทนนิ่งตัวอื่น ๆ ครับ แต่กว่าจะเห็นผลชัดเจนก็ต้องใช้เวลานานประมาณ 3 เดือนขึ้นไป และถ้าใช้ในปริมาณมากเกินไปก็อาจเกิดผลกระทบในระยะยาวได้ครับ
- กรดโคจิก(Kojic Acid) เป็นสารที่ได้จากกระบวนการหมักข้าวมอลต์ ช่วยลดเม็ดสีในชั้นผิวด้วยการยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสีโดยไม่ทำให้ผิวบางและไวต่อแสงแดด ผิวจึงดูขาวใสขึ้น จากการทดสอบในอาสาสมัครก็พบว่าให้ผลดีพอ ๆ กับอาร์บูติน (แต่อาร์บูตินจะให้ผลดีกว่าเล็กน้อย)
- ลิโคไลซ์(Licorice Extract) หรือสารสกัดจากรากชะเอมเทศ ซึ่งจะมีสารกลาบริดิน (Glabridin) เป็นตัวยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน จึงช่วยปรับผิวให้ขาวใสได้ ซึ่งตัวนี้ก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน เพราะนอกจากจะช่วยยับยังการสร้างเม็ดสีได้แล้ว ลิโคไลซ์ยังช่วยลดการอักเสบของผิวหนังและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยของผิวได้ด้วย แต่ในเรื่องของความใสแล้วก็ยังคงเป็นรองอาร์บูติน
- สารสกัดมะหาด(Lakoocha Extract) เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์เอนไซม์ไทโรซิเนส สามารถทำให้ผิวขาวขึ้นได้เมื่อใช้ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับกรดโคจิก แต่การใช้ครีมที่มีสารสกัดมะหาดจะต้องพิจารณาถึงความเข้มข้น (ควรมีความเข้มข้นอย่างน้อย 1% นน./ปริมาตร) และรูปแบบของผลิตภัณฑ์ด้วย (ควรเป็นเครื่องสำอางโลชั่นชนิดไขมันในน้ำ (Oil-in-water emulsion))
- วิตามินอี(Vitamin E) เป็นสารสกัดที่ได้จากกลุ่มถั่ว ผัก และน้ำมันพืช มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างเม็ดสีและช่วยเพิ่มสารกลูตาไธโอน แต่ประสิทธิภาพในเรื่องความขาวใสก็ยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับตัวอื่น ๆ แต่วิตามินอีจะโดดเด่นในเรื่องของการลดริ้วรอยและรอยแผลเป็นต่าง ๆ มากกว่า
- สารสกัดจากถั่วเหลือง(Soybean Extract) มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์สร้างเม็ดสีเช่นกัน แต่ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากเมื่อเทียบกับตัวที่กล่าวมา แต่จะมีข้อดีเพิ่มเติมตรงที่มันช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพิ่มความชุ่มชื้นใต้ผิวได้นั่นเอง
- สารในกลุ่มรีอนุพันธุ์รีซอซินอล(Resorcinol) สารในกลุ่มนี้มีทั้ง PhE-Resorcinol, B-Resorcinol และ THIAMIDOL™ ซึ่งเป็นสารล่าสุดในกลุ่มนี้ โดยมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสที่เป็นตัวกระตุ้นสร้างเม็ดสีเมลานินสีเข้ม

หน้าหมองคล้ำ สาเหตุหลัก และการรักษาให้ถูกจุด (คลิกอ่านต่อ...)
ในปัจจุบันยังมีการแข่งขันกันในเรื่องของโลชั่นบำรุงผิว โดยเฉพาะ ในโลก Internet มีโลชั่นหลากหลายแบรนด์ที่เกิดขึ้นมาตลอด โลชั่นผิวขาว 2019 pantip ,โลชั่นผิวขาวอันดับ1 pantip 2020, โลชั่นผิวขาวเร่งด่วน pantip, โลชั่นผิวขาว 2020 ผิวของคนเราแตกต่างกันการค้นหาในโลก Internet ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณจะได้ค้นหา โลชั่นที่เหมาะกับผิวของคุณ
เรามีทางเลือก ที่ปลอดภัย สำหรับคุณ ไฟตาซ่า ขาวใส ไร้กังวล






ประโยชน์ของไฟตาซ่า
สิ่งที่คุณจะได้รับเมื่อรับประทานไฟตาซ่าเป็นประจำ
เพิ่มความจำ บำรุงสมอง
เมื่อรับประทานจะช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท ช่วยให้การจดจำดีขึ้น
บำรุงผิวให้ขาวกระจ่างใส
ช่วยให้ผิวขาว เนียนนุ่ม อิ่มน้ำ น่าสัมผัส เห็นผลได้อย่างชัดเจนจนสังเกตได้
ลดการเกิดสิวและริ้วรอย
ช่วยลดการเกิดสิว รอยสิวและจุดด่างดำดูจางลง ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ กว่าวัย

สมุนไพรของไฟตาซ่า
ไฟตาซ่าผสมผสานสมุนไพรมากกว่า 9 ชนิด เพื่อประสิทธิ์ภาพสูงสุด









ทำไมไฟตาซ่าถึงเห็นผลเร็ว
ไฟตาซ่าผสมผสานสมุนไพรมากกว่า 14 ชนิด เพื่อประสิทธิ์ภาพสูงสุด
คัดสรรสมุนไพรธรรมชาติ

ไฟตาซ่าผลิตจากสารสกัดสรรสมุนไพรธรรมชาติ คุณภาพสูง คัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อประสิทธิ์ภาพที่สูงที่สุด
สกัดจากวัตถุดิบคุณภาพสูง

ไฟตาซ่าได้คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากส่วนต่างๆของโลก สกัดเฉพาะสารสำคัญ เพื่อได้ให้อาหารเสริมที่มีประสิทธิ์ภาพสูง
วิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์

ไฟตาซ่า ได้รับการคิดค้นและพัฒนาโดยนักวิจัยมืออาชีพ ผ่านการทดลองหลายครั้ง จึงทำให้ได้รับผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง
ผสานสมุนไพรหลากชนิด

เพื่อให้ได้การออกฤทธิ์ครอบคลุม ไฟตาซ่าได้ ผสมผสานสมุนไพรหลายชนิด ทำให้ประสิทธิ์ภาพหลากหลาย










